PlayListนี้ เริ่มต้นด้วย "เล่าเรื่อง ตาดูดาวเท้าติดดิน" เรียงลำดับตั้งแต่ ตอนแรก ถึง ตอนปัจจุบัน ..ท้ายเพลย์ลิสท์เป็นคลิป "เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกระทำขัดรัฐธรรมนูญ : จะทำอย่างไร?" วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00 - 16.00 น. ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสุโกศล (สยามซิตี้เดิม) คลิปนี้..วิทยากร รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นเริ่มนาที 0:14:24
คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...
หรือคลิกที่นี่.. @ AsiaUpdate "เล่าเรื่อง ตาดูดาวเท้าติดดิน"

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

57> นี่เราต้อนสุนัขให้จนตรอกกันหรือเปล่าหนอ...


นี่เราต้อนสุนัขให้จนตรอกกันหรือเปล่าหนอ...
By: ปลายอ้อกอแขม

ฟังนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตเลขานุการรัฐมนตรีต่างประเทศ ของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาบอกว่า อดีตนายกฯทักษิณสั่งให้นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรคไทยรักไทย ยกเกาะกูดให้เขมร ตามMOU44แล้ว ...ผมอึ้ง

แว่บแรก เกิดความรู้สึกสมเพช เวทนาพรรคประชาธิปัตย์อย่างชนิดไม่รู้จะบรรยายออกมาอย่างไร เพียงรู้สึกว่า นี่พวกเราทั้งหลายกำลังต้อนสุนัขให้จนตรอก เลยหันมาสู้เพราะไม่มีทางหนี ตามคำพังเพยของไทยแล้วหรือนี่ ...โธ่เอ๋ย

ประชาธิปัตย์ถูกต้อนจนมุม หนีไม่ออก กับข้อมูลความเลวชั่วของตนที่ได้ถูกทยอยเปิดเผยออกมาอย่างไม่ขาดสาย ในช่วงที่ตนเองทำไว้ในยุคที่เป็นรัฐบาล ...ทางโน้นทีทางนี้ที

เริ่มตั้งแต่ 172 โครงการที่ส่อแววทุจริตอื้อโดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์สั่งตรวจสอบก่อนดำเนินการต่อ กับต่อมาก็เรื่องที่เขมรออกมาเปิดเผยว่าอภิสิทธิ์ส่งนายสุเทพไปเจรจาลับๆกับนายซก อาน เรื่องผลประโยชน์ทางทะเล ...โอละพ่อ

สิ่งเหล่านี้ ถูกรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทวงถามถึงความโปร่งใสอยู่ทุกวัน ยิ่งเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในทะเลที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวโจมตีอดีตนายกฯทักษิณมาตลอด จนในที่สุดก็ถูกเขมรเอามาเปิดเผยว่านายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพแห่งประชาธิปัตย์นั่นแหละ ทำเสียเอง ...ว่าแต่เขา

พอเจอดอกนี้เข้า ก็หมดมุก หนีไม่ออก ยิ่งถูกสังคมกดดันให้อธิบายความจริง สุดท้ายก็หันหน้ามาบอกเป็นเชิงอาฆาตว่า เชิญตรวจสอบได้เลย ดีละ จะได้ออกมาแฉบ้างว่าทักษิณสั่งให้สุรเกียรติ์ยกเกาะกูดให้เขมร ...ไม่ใช่ประชาธิปัตย์

สงสารจริงๆ สงสารจับใจ ที่ประชาธิปัตย์ต้องถูกต้อนเข้ามุมอับอย่างรวดเร็วเกินคาด จึงพยายาม "สู้ตาย" กุเรื่องขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นให้เฉออกไป ...หวังเอาตัวรอด

หลอกใครไม่ได้อีกแล้ว เพราะสังคมรู้ว่าถ้าเรื่องนี้ ทักษิณทำจริง ประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลอยู่ 2 ปี มีหรือจะปล่อยไว้ คงต้องเอามาเป็นประเด็นเด็ด เพื่อกำจัดทักษิณและพรรคเพื่อไทยตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เอามาเปิดเผยตอนที่ฝ่ายตนตกไปเป็นฝ่ายค้านอยู่ขณะนี้ ...คนเขารู้

กรรมช่างตามสนองได้รวดเร็วดีแท้ ลุกจากเก้าอี้ไปยังไม่ทันไร ความชั่วที่ทำไว้ก็ประเดประดังเข้ามาทุกทิศทาง จนตั้งรับไม่ทัน ในที่สุดก็หลุดออกมาแบบสุนัขจนตรอกอย่างที่เห็น "ถ้าเอ็งแฉข้า ข้าก็จะแฉเอ็งบ้าง" ...เลือดเข้าตา

กลัวจริงๆ กลัวว่าสักวันหนึ่ง จะเห็นนายอภิสิทธิ์ สุเทพ หรือนายชวนนท์ จะทนความกดดันเหล่านี้ไม่ไหว แล้วเอาผ้าแดงคาดหัว ปักขนไก่ ทาหน้าทาปากเหมือนลิเกออกมารำป้อกลางสี่แยกไฟแดง ร้องตะโกนว่า "พวกเอ็งอย่าเข้ามานะ ถ้าเข้ามา ...กรูตาย" !!!


นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ กรณีนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ได้สั่งให้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น เซ็นยินยอมให้กัมพูชาลากเส้นเขตแดนผ่านเกาะกูด จ.ตราด เข้ามาในอ่าวไทย ว่าคำพูดของนายชวนนท์ เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนว่าอดีตนายกฯ ทำให้ไทยเสียดินแดน เสียประโยชน์ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่เปิดโปงเรื่องดังกล่าวสมัยที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สะท้อนให้เห็นว่าต้องการทำลายเครดิตกันมากกว่า นอกจากนี้ยังป้องนายสุรเกียรติ์ ว่า เป็นผู้รู้กฎหมายดี คงไม่ยอมให้ไทยเสียประโยชน์แน่ งานนี้ นายนพดล เตรียมที่จะยื่นฟ้อง นายชวนนท์ในข้อหาหมิ่นประมาท เพราะถือว่าเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด


ย้อนปม"เอ็มโอยู"ปี44 จุดร่วมผลประโยชน์ ไทย-กัมพูชา
By: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315026252&grpid=&catid=01&subcatid=0100

แถลงการณ์ของการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา หรือซีเอ็นพี (Cambodian National Petroleum Authority-CNP) ระบุมีการเจรจาลับระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึง 3 ครั้ง กรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย กลายเป็นประเด็นร้อนๆ ขึ้นมา เมื่อนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประกาศจะเดินทางไปสอบสวนเรื่องดังกล่าวถึงกรุงพนมเปญ

พร้อมกันนั้น นายสุรพงษ์ยังยิงคำถามว่า ทำไมนายสุเทพจึงไปเจรจาลับกับนายซก อัน ที่เมืองคุนหมิง ประเทศสาธารณรัฐประชาชาจีน และที่เกาะฮ่องกง ในปี 2553 ทั้งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544 หรือเอ็มโอยู ปี 2544 ไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 อีกทั้งยังแต่งตั้งนายสุเทพ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานการเจรจากรอบเอ็มโอยู 2544

"ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังทำอะไรอยู่ หรือกำลังปิดความจริงมาโดยตลอด ว่าเอ็มโอยูปี 2544 ยังไม่ถูกยกเลิก" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตั้งข้อกังขา

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบโต้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ให้ย้อนกลับไปดูว่า เอ็มโอยู ปี 2544 มีที่มาที่ไปอย่างไร พร้อมกับย้ำการเจรจาระหว่างนายสุเทพกับนายซก อัน ไม่มีการเอื้อประโยชน์

เพื่อคลี่คลายปมที่มาเอ็มโอยู ปี 2544 "มติชน" ขอนำข้อเขียนของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ ที่ปรากฏในหนังสือชื่อ "กฎหมายและผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย : กรณีศึกษาบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชาเรื่องการเจรจาสิทธิในอ่าวไทย" มาเรียบเรียงพอสังเขปดังนี้

พื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา มีอยู่ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งประเมินกันว่ามีขุมทรัพย์มูลค่ามโหฬาร นั่นคือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่ราวๆ 5 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร กลายเป็นปมปัญหามานานแล้ว นับตั้งแต่กัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีป เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2513 ก็ว่าได้ เนื่องจากฝ่ายไทยไม่ยอมรับคำประกาศดังกล่าว มีผลทำให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเปิดเจรจาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2-5 ธันวาคม 2513 ที่กรุงพนมเปญ แต่ไม่มีข้อสรุปใด

จนกระทั่งในปี 2537-2538 ทั้งสองฝ่ายเปิดเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อน นำไปสู่การจัดทำข้อตกลงชั่วคราว (Provisional Arrangment) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี พ.ศ.2525 แต่เป็นเพียงการตกลงตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคไทย-กัมพูชาเพื่อศึกษาปัญหาร่วมกัน และมีการประชุมครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2538 ที่กรุงเทพมหานคร ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิในไหล่ทวีป

ในปี 2543 ความพยายามเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เริ่มเห็นลู่ทางสดใส เมื่อรัฐบาลทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า ควรเปิดเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสระหว่างไทยกัมพูชา มีขึ้นที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2544 นำไปสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ ว่าด้วยพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Memorandum of Understanding between the Royal Thai Government and the Royal Government of Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims to the Continental Shelf) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544

นายสุรเกียรติ์ เขียนในหนังสือเล่มดังกล่าว ระบุว่า เอ็มโอยู ฉบับนี้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยในหลายประการ

1.การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางด้านเทคนิค มีอำนาจหน้าที่เจรจาเพื่อยกร่างความตกลงเกี่ยวกับการสำรวจขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำมันและก๊าซ) ในเขตพื้นที่พัฒนาร่วม และยกร่างความตกลงเกี่ยวกับการปักปันเส้นเขตทะเล ทั้งนี้ การมีคณะกรรมการร่วมทางด้านเทคนิคจะทำให้ฝ่ายไทยทราบถึงจุดยืนต่างๆ ของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน ทั้งด้านกฎหมายและการแบ่งผลประโยชน์เหนือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อจะให้ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทยทุกหน่วยงานร่วมกันวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งถึงแนวทางร่วมมือระหว่างกันอย่างเหมาะสม

2.เอ็มโอยู ปี 2544 ช่วยกันลดความสุ่มเสี่ยงด้านความขัดแย้งผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และลดผลกระทบด้านสัมพันธภาพระหว่างทั้งสองประเทศ เพราะจะเป็นการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติวิธี

3.บันทึกความเข้าใจฯแม้ยังไม่มีผลผูกพันทั้งสองประเทศเกี่ยวกับเส้นเขตทางทะเล แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ถือเป็นหลักแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลกัมพูชายอมรับอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ไทยมีอธิปไตยเหนือเกาะกูดและยังยอมรับอธิปไตยของไทยเหนือทะเลอาณาเขตรอบๆ เกาะกูดอีกด้วย

4.เอ็มโอยูฉบับนี้ยังมีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา พ.ศ.2512 และนับเป็นความสำเร็จของรัฐบาลไทยที่สามารถเจรจาให้รัฐบาลกัมพูชายอมรับอย่างเป็นทางการ และเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก

5.เอ็มโอยูปี 2544 ยังนำไปสู่การเจรจาแนวทางการพัฒนาร่วมกันและการแบ่งปันผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมเหนือพื้นที่พัฒนาร่วม หากเจรจาได้ข้อยุติโดยเร็ว ฝ่ายไทยจะได้รับผลประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากไทยมีความต้องการด้านพลังงานและปริมาณพลังงานสำรอง อีกทั้งยังมีความพร้อมด้านการลงทุนการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียม มีบริษัทสำรวจและผลิตเป็นของตนเองอีกด้วย

นั่นเป็นที่มาที่ไปและข้อดีของเอ็มโอยู ปี 2544 ที่นายสุรเกียรติ์ บันทึกไว้

แต่กระนั้น เมื่อเกิดรัฐประหาร รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นอำนาจในปี 2549 สถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปลี่ยนไปจนกระทั่งมาถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประกาศยกเลิกเอ็มโอยูปี 2544 อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาและที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯฮุน เซน

นายสุรเกียรติ์ระบุไว้ว่า หากรัฐบาลไทยบอกเลิกเอ็มโอยูปี 2544 มีผลสมบูรณ์ทั้งทางกฎหมายภายในและระหว่างประเทศแล้ว จะมีผลเท่ากับเป็นการทำลายผลประโยชน์ที่ประเทศไทยควรจะได้รับในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทย

เปิดบันทึกความเข้าใจ พื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย

หมายเหตุ - บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ลงนามโดยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายซก อาน รัฐมนตรีอาวุโส ประธานการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา

รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (ต่อไปนี้เรียกว่า ภาคีผู้ทำสัญญา) ปรารถนาที่จะกระชับความผูกพันแห่งมิตรภาพซึ่งมีมาช้านานระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ตระหนักว่าจากผลของการอ้างสิทธิของประเทศทั้งสองในเรื่องทะเลอาณาเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะในอ่าวไทย ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน (พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน)

พิจารณาว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศทั้งสองที่จะตกลงกันบนพื้นฐานที่ยอมรับได้ร่วมกันโดยเร็ว สำหรับการแสวงประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนโดยเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ และรับทราบความเข้าใจซึ่งบรรลุร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของประเทศทั้งสองดังปรากฏในบันทึกการประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการที่ชะอำเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2543 และที่เสียมราฐ เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2544 ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้

1.ภาคีผู้ทำสัญญาพิจารณาว่าเป็นที่พึ่งปรารถนาที่จะทำข้อตกลงชั่วคราว ซึ่งมีลักษณะที่สามารถปฏิบัติได้ในเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน

2.เป็นเจตนารมณ์ของภาคีผู้ทำสัญญา โดยการเร่งรัดการเจรจาที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้ไปพร้อมกัน

(ก) จัดทำความตกลงสำหรับการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียม ซึ่งอยู่ในพื้นที่พัฒนาร่วมดังปรากฏตามเอกสารแนบท้าย (สนธิสัญญาการพัฒนาร่วม) และ

(ข) ตกลงแบ่งเขตซึ่งสามารถยอมรับได้ร่วมกันสำหรับทะเลอาณาเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจ จำเพาะในพื้นที่ที่ต้องแบ่งเขต ดังปรากฏตามเอกสารแนบท้ายเป็นเจตนารมณ์ที่แน่นอนของภาคีผู้ทำสัญญาที่จะถือปฏิบัติบทบัญญัติของข้อ (ก) และ (ข) ข้างต้นในลักษณะที่ไม่อาจแบ่งแยกได้

3.เพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 2 จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากแต่ละประเทศแยกต่างหากจากกัน คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคมีหน้าที่รับผิดชอบสำหรับการกำหนด

(ก) เงื่อนไขที่ตกลงร่วมกันของสนธิสัญญาการพัฒนาร่วม รวมถึงพื้นฐานซึ่งยอมรับร่วมกันในการแบ่งปันค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ของการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วม และ

(ข) การแบ่งเขต ทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะระหว่างเขตที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิอยู่ในพื้นที่ที่ต้องแบ่งเขตตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งใช้บังคับ

4.คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคจะประชุมกันโดยสม่ำเสมอเพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้เสร็จสิ้นโดยเร็ว คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคอาจจัดตั้งคณะอนุกรรมการตามที่เห็นว่าเหมาะสม

5.ภายใต้เงื่อนไขการมีผลใช้บังคับการแบ่งเขตสำหรับการอ้างสิทธิทางทะเลของภาคีผู้ทำสัญญาในพื้นที่ที่ต้องมีการแบ่งเขต บันทึกความเข้าใจนี้ และการดำเนินการทั้งหลายตามบันทึกความเข้าใจนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของแต่ละภาคีผู้ทำสัญญา