PlayListนี้ เริ่มต้นด้วย "เล่าเรื่อง ตาดูดาวเท้าติดดิน" เรียงลำดับตั้งแต่ ตอนแรก ถึง ตอนปัจจุบัน ..ท้ายเพลย์ลิสท์เป็นคลิป "เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกระทำขัดรัฐธรรมนูญ : จะทำอย่างไร?" วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00 - 16.00 น. ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสุโกศล (สยามซิตี้เดิม) คลิปนี้..วิทยากร รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นเริ่มนาที 0:14:24
คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...
หรือคลิกที่นี่.. @ AsiaUpdate "เล่าเรื่อง ตาดูดาวเท้าติดดิน"

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

17> ฟื้นฝอยหาตะขาบ หาบมาเต็มกระบุง...นะจ๊ะ!...


ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร 25พ.ย.2552.......

เคยได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าเรื่องนี้บ่อยๆจำเจจนซ้ำซาก รู้สึกเฉยๆกับคนที่กำลังเล่า เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไร เป็นเรื่อง joke ที่จับมาตีสีใส่ไข่เพื่อให้สนุกสนานในวงสนทนาเพื่อนฝูงกันเท่านั้น

เมื่อกลางปีสองพันเก้าโทรไปหาเพื่อนที่รักกันมากตอนเรียนหนังสือ รักมากขนาดมีอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้นั่นแหละ ไอ้ตี๋หยีเป็นชื่อที่ผมตั้งให้เพราะมันตาหยีจนเกือบลืมตาไม่ได้ แต่ตอนนี้มันผ่าหางตาเรียบร้อยแล้วดูตากลมโตขึ้น

ไอ้ตี๋หยีเป็นคนลอดช่องโดยกำเนิด ตอนนี้ทำหน้าที่เฝ้าคฤหาสน์ที่สิงคโปร์ให้ลูกหลานผู้มีอันจะกินของเมืองไทยท่านหนึ่งแทนพ่อแม่ของมันที่มีธุระเดินทางไปสวรรค์ ท่านผู้มีอันจะกินท่านนี้ (ก็มีธุระเดินทางไปสวรรค์ด้วยเช่นกัน) ตอนนั้นเลยตกกระไดพลอยโจนรับมันเป็นลูกบุญธรรม ย้อนกลับไปราวๆ 35-40 ปีพ่อแม่ไอ้ตี๋หยีส่งมันมาเรียนระดับอุดมศึกษาในเมืองไทย เลยได้เป็นเพื่อนรักกับผม เพราะผมสอนภาษาไทยให้มัน มันก็สอนภาษาของมันให้ผมบ้าง แต่สมองผมไม่ดีเองเลยรับภาษาของมันไม่ได้

เมื่อรู้ว่าเป็นใครโทรมันเริ่มต้นทักทายผมตามประสาคนปากไวแต่พูดไม่ชัดของมันทันที "เมืองไทยของยูนี่ดีทุกอย่าง" ดียังไงวะไอ้ตี๋หยี "มีวัดวาอารามปูชนียสถานสวยงาม" ผมยืดอกนึกกระหยิ่มที่มันชม หนึ่งละ "มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์" สองละ "มีภูเขามีทะเลก็สวยงาม" สามสี่ละ "มีสนามบินสุวรรณภูมิก็หนึ่งในเอเชีย" พอๆพอแล้วโว้ยตัวไอจะลอยอยู่แล้ว "เสียอย่างเดียว!" มันลดโทนเสียงลง ผมกระแทกเสียงห้วนๆกลับไป เสียอะไรวะไอ้ตี๋หยี... ในใจก็นึกเสียอย่างเดียวมีดีอยู่ตั้งสี่ห้าอย่างถึงยังไงก็เรียกว่าดีอยู่นั่นแหละ

"เสียอย่างเดียว...มีคนไทยอย่างยูอยู่" มันพูดมาตามสายเร็วปรื๋อ บ๊ะไอ้นี่...วอนซะแล้วไหมล่ะ มาว่าโง่เหมือนควายเหลือง "ทำไมล่ะ...คนดีๆมีพาวเวอร์ที่ทั่วโลกเขาต้องการยูกลับไล่ไม่ให้อยู่ซะนี่...เสียดายๆ..." มันลากหางเสียงยาว ผมหูร้อนผ่าว ไอไม่ได้ไล่ พวกควายเหลืองมันไล่โว้ย นี่ถ้ายูอยู่ใกล้ๆโดนถีบแล้ว เออ...ฝากไว้ก่อนโว้ย ปลายปีนี้ระวังตัวให้ดีๆไอจะบินไป kick you ให้หายแค้นว่ะไอ้เฒ่าตี๋หยี...

มาคิดอีกทีก็จริงของไอ้ตี๋หยีมันว่า สามสี่ปีมานี่เราก้าวหน้าขึ้นคลองจนสุดกู่ แต่ก่อนเราเคยแข่งขันกับยุ่นปี่ญี่ปุ่น พอจะกระเตื้องก็เขยิบขึ้นไปแข่งกับสิงคโปร์-มาเลย์ พอจะฟื้นมีชื่อมีงานมีเงินก็ต้องเขยิบขึ้นๆ มาแข่งกับเวียดนาม-เขมร... อีกหน่อยก็คงพม่าลาวไปโน่นแหละ...โชคดีของประเทศไทยเจงๆ

เสียดาย...เสียดาย...แล้วคุณล่ะ...เสียดายไหม?



ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร 12ม.ค.2553.......

เมื่อครั้งยังทำงาน...ผมมีลูกน้องคนนึง เธอเป็นคนต่างจังหวัดเรียนจบแล้วทำงานเลย เธอเป็นคนสวย...จัดว่าสวยกว่าลูกน้องหญิงหลายๆคนในแผนกของผม พอถึงสิ้นเดือนทีไรจะมีลูกน้องคนอื่นๆมาฟ้องผมอยู่เสมอๆว่าเธอยืมเงินแล้วไม่ยอมใช้พูดผัดวันประกันพรุ่งเอาตัวรอดไปวันๆ บรรดาลูกน้องที่มาฟ้องผม ขอร้องให้ผมช่วยหักเงินเดือนของเธอในเดือนต่อไปให้ด้วย

ผมเอาประวัติมาดู เธอคนนี้บริษัทจ่ายเงินเดือน 1,500 อ่ะ...คุณๆผู้อ่านอย่าเพิ่งติ ตอนนั้นน่ะค่าแรงขั้นต่ำวันละ 15 บาทนะครับ 1,500 นี่นับว่าหรูแล้ว ผู้จัดการได้เงินเดือน 5,000 หัวหน้าแผนกอย่างผม 3,500 สมัยนั้นมีเพลงฮิตอยู่เพลง เนื้อร้องว่า...ทำงานทั้งวันได้พันห้า เดินไปเดินมาได้ห้าพัน...

ผมเรียกเธอมาสอบถาม เธอร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ผมเลยปล่อยให้นั่งร้องไห้อยู่ต่อหน้าเกือบชั่วโมง หลังจากหยุดสะอึกสะอื้นแล้ว เธอก็เล่าเรื่องราวต่างๆให้ผมฟัง

เธอเล่าว่าเป็นคนต่างจังหวัด(ขอสงวนครับ) เข้ามาเรียนต่อปริญญาตรีจนจบ แล้วทำงานที่บริษัทได้ปีกว่า จะต้องส่งเงินให้พ่อแม่ 500 ทุกๆเดือน แรกๆก็ส่งได้สม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่อง ก็อย่างว่าแหละผู้หญิงค่าใช้จ่ายส่วนตัวมันสารพัด ค่ารถค่ากินอยู่ ค่าเช่าหอพัก ไหนจะต้องตัดเสื้อผ้าใส่อีกล่ะ จะให้ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆเหมือนชุด นศ.ได้อย่างไรล่ะ

ระยะหลังๆเมื่อเงินไม่พอใช้เธอก็หยิบยืมเพื่อนๆในแผนก แล้วก็ลามไปแผนกอื่นด้วย เธอใช้วิธีหมุนยืมเงินคนนั้นไปใช้คนนี้ ยืมเงินคนนี้ไปใช้คนนั้น สลับสับไปสับมาจนกระทั่งหนี้พอกพูนเป็นงูกินหางยาวเหยียดเหยียบหมื่นแน่ะ

เมื่อไม่มีเงินบางเดือนเธอก็หยุดส่ง แล้วต้นเดือนวันนึงพ่อแม่พร้อมกับพี่และน้องจากต่างจังหวัดก็มาเยี่ยม เธอดีใจจนเนื้อเต้นที่พ่อแม่มาเยี่ยมคงมาถามสารทุกข์สุขดิบมั้ง แต่เธอก็ต้องผิดหวัง เพราะเจอหน้ากันคำถามแรกที่ได้ยิน ทำไมไม่ส่งเงิน? และคำด่าอีกสารพัด มากันสี่คนเพื่อจะทวงเงิน 500 น่ะเนี่ยะ ค่ารถไปกลับค่ากินก็หมดแล้ว...

ทั้งพ่อแม่พี่และน้องพากันกลับหลังจากเธอควักเงินที่เหลือสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวในเดือนนั้น 1,200 ให้ไปทั้งหมดเลย แล้วก็นึกไม่ออกว่าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายจนถึงสิ้นเดือน

ผมสะเทือนใจเมื่อได้ยินได้ฟังที่เธอเล่ามา แต่ก็พูดอะไรไม่ออก ผมน่ะนิสัยส่วนตัวเป็นคนขี้สงสารคนอยู่แล้ว คิดในใจว่าจะช่วยเธออย่างไรดี ปรึกษากับผู้จัดการก็ได้ข้อสรุป ให้เธอยืมเงินสวัสดิการพนักงาน 10,000 เพื่อเอาไปใช้หนี้ทั้งหมด แล้วให้เธอใช้คืนผ่อนส่งเดือนละ 100 จนครบไม่คิดดอกเบี้ยโดยมีผมเป็นผู้ค้ำประกัน ถ้าเธอส่งตามนี้ก็ 100 เดือน 8 ปีกว่าๆ บ้าไหมล่ะ...นิสัยช่วยเหลือคนอื่นของผม หลังจากนั้นเรื่องราวต่างๆก็เงียบสงบจนผมลืมไปเลย

2 ปีต่อมา วันปีใหม่เธอเอาผลไม้มาสวัสดีผม ผมรับผลไม้และสวัสดีตอบ เธอยื่นถุงหนาๆส่งให้ ผมเปิดดูแบ็งค์ร้อยเป็นปึก (ตอนนั้นแบ็งค์ร้อยสูงสุด ยังไม่มีแบ็งค์ 500, 1,000) ถามว่าเอาเงินมาทำไมรึ เธอบอกว่าเอามาใช้หนี้ที่ยืมเงินสวัสดิการพนักงานไปเมื่อ 2 ปีก่อน ผมบอกว่าเอาคืนไปเก็บไว้ใช้เถอะ เงินที่ยืมก็ใช้คืนเดือนละ 100 จนครบเหมือนเดิมนั่นแหละ

เธอบอกว่าตอนนี้มีเงินเหลือใช้ เมื่อมีหนี้ก็อยากจะใช้คืนให้หมดๆไป ผมซักถามอะไรอีกหลายอย่าง เธอเล่าให้ฟังว่า เธอใช้เวลาตอนเย็นจนถึงดึกดื่นค่อนคืนหลังเลิกงานที่บริษัทไปเป็นหมอนวดในอ่าง เพราะเธอมีความสวยเป็นทุนอยู่แล้วจึงมีรายได้งามเป็นที่ถูกอกถูกใจของแขกที่มาใช้บริการให้ทิปเธอครั้งละมากๆ บางครั้งแขกก็ออฟเธอออกไปข้างนอกด้วย

เธอเล่าอะไรต่ออะไรให้ฟังอีกหลายๆเรื่องแต่ผมไม่ขอนำมาขยายต่อนะครับ สุดท้ายเธอว่าจะขอลาออกจากงานเพื่อไปเป็นหมอนวดเต็มตัว ผมค้านบอกว่า จะลาออกไปทำไมล่ะ อยู่ทำงานต่อไปเถอะ แล้วถือโอกาสตักเตือนเธอ...

ความสวยความงามเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน ผมบอกให้เธอเอารูปถ่ายเมื่อสองปีก่อนมาเทียบกับรูปถ่ายปัจจุบัน จะเห็นว่าเธอแก่ลงหน้าเริ่มเหี่ยวย่นไม่เต่งตึงเหมือนก่อนแล้ว การทำงานอย่างนั้นมันทำได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าวพอเริ่มแก่ก็เริ่มหมดราคา ตอนนี้เมื่อมีราคาก็ควรจะตักตวงเงินที่ได้ก็เก็บฝากธนาคารเอาไว้ เมื่อเริ่มหมดราคาก็ให้เลิกเลย

สำหรับงานที่บริษัทถึงแม้ว่ารายได้จะน้อยกว่าแต่ก็เป็นงานที่มั่นคงเชิดหน้าชูตา เอาไว้เผื่อวันข้างหน้าเมื่อเธอเจอคนที่รักเธอจริง ตอนนี้ให้พยายามรักษาเนื้อรักษาตัวไม่ให้เป็นกามโรค (สมัยนั้นยังไม่มีเอดส์) หมั่นไปตรวจดูแลสุขภาพให้ดีๆ (คลินิคหมอเพียร เวชบูล ที่สี่แยกหลานหลวง)

เธอเชื่อผมและอยู่ทำงานที่บริษัทต่อไปไม่ลาออก วันปีใหม่อีกปีเธอก็เอาผลไม้มาสวัสดีผมอีก คราวนี้บอกว่าเธอเลิกอาชีพหมอนวดแล้ว เงินที่ได้ทั้งหมดเอาไปปลูกบ้านใหม่และฝากธนาคารในชื่อของพ่อแม่หลายหมื่น

ผมได้ฟังโล่งอกไปทีที่เรื่องจบลงแบบแฮ็ปปี้เอ็นดิ้งมีความสุขด้วยกันทุกๆฝ่าย แต่มานึกถึงว่าถ้าเรื่องมันจบแบบตรงข้ามล่ะ สมมุติว่าเธอเป็นกามโรค หน้าตาซีดเซียวอมโรคไม่มีเรี่ยวแรง แล้วชีวิตเธอจะเป็นเช่นไร ใครจะรักษาอุปการะเลี้ยงดูเธอ...คิดแล้วไม่อยากจะคิดต่อให้มันสังเวชยิ่งไปกว่านี้อีก

แต่คุณๆผู้อ่านไม่ต้องเป็นห่วงเธอครับ เพราะอานิสงส์ที่เป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่ ปัจจุบันนี้เธออยู่ที่เจนีวาอายุ 50 กว่าๆ มีความสุขกับฝรั่งเนื้อคู่ของเธอมีลูกด้วยกัน 2 คนสวยหล่อทั้งคู่เรียนจบ Dr.มีงานทำเป็นหลักเป็นฐานมีครอบครัวกันแล้ว ตอนนี้เธอเป็นทั้งคุณย่าและคุณยาย เธอเลี้ยงลูกทั้ง 2 แบบคนไทยเลี้ยงลูกไม่ให้ห่างไปไหนให้ปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆในละแวกเดียวกันไปมาหาสู่สะดวกสบาย เมื่อปลายปีที่ผ่านมาผมก็เพิ่งแวะไปเยี่ยมเธอมาครับ

เรื่องนี้ผมเอามาเล่าให้เป็นอุทาหรณ์แก่พ่อแม่ทุกๆคน จะเอาแต่เงินของลูกอย่างเดียวโดยไม่คิดว่าลูกจะหาเงินมาจากไหนอย่างถูกต้องหรือไม่อย่างไร นี่ถ้ารู้ว่าเงินที่เอามาปลูกบ้านใหม่และเงินฝากธนาคารได้มาจากหยาดน้ำกามของลูก เดาไม่ถูกว่าพ่อแม่ของเธอจะเฉยๆหรือซาบซึ้งหรือรังเกียจเดียดฉันท์กันแน่

ปล. เมื่อปลายปีผมไปเยี่ยมเธอมา ตอนนี้เธออยู่ที่เจนีวาครับ ลูกสาวลูกชายของเธอก็น่ารัก ฝรั่งนี่เชื้อเขาแรงจริงๆ ลูกหน้าตาถอดแบบออกมาจากพ่อเปี๊ยบเลย เมื่อกลับมาเลยเขียนย้อนความหลังไปหา...

เธอบอกว่า ตอนนั้นถ้าเธอไม่เชื่อผม ตอนนี้เธอคงมาไม่ถึงอย่างนี้หรอก ผู้ชายฝรั่งนี่ดีอยู่อย่าง คือไม่ค่อยสนใจปูมหลังปูมหน้าของผู้หญิง ว่าจะผ่านผู้ชายมากี่คนก็ไม่สน บางคนกลับชอบอกชอบใจเสียอีกถือว่ามีประสบการณ์ ขออย่างเดียวเมื่อแต่งงานกันแล้วให้รักเดียวใจเดียว มีความซื่อสัตย์ต่อสามีเป็นใช้ได้ ไม่เหมือนผู้ชายไทย พอรู้ว่าแฟนตัวเองเคยเสียเนื้อเสียตัวมาแล้ว ความรักความหลงหดหายไปหมด บางรายถึงกับหย่าร้างเลิกกันไปเลย


ไหนๆก็เล่าเรื่องลูกน้องก็ขอแถมอีกคนครับ เป็นผู้ชายคนขับรถของบริษัท นายคนนี้ผมสังเกตเห็นเวลาพักเที่ยงจะห่อข้าวจากบ้านมากินที่ทำงานทุกๆวัน นัยว่าเป็นคนประหยัดดี ผมคิดจะให้รางวัลตอนสิ้นปีว่าเป็นคนรู้จักประหยัดรู้จักใช้จ่ายในสิ่งที่ควรไม่ควร

เรื่องมาแตกเอาตรงวันสิ้นเดือนวันเงินเดือนออก เมียของคนขับรถนายนี้อุ้มลูกสาวประมาณ 1 ขวบและจูงลูกชายประมาณ 3 ขวบ เข้ามาขอพบผมที่ห้องทำงาน ร้องห่มร้องไห้จะขอรับเงินเดือนของสามี ผมถามว่าทำไมล่ะ เธอเล่าให้ฟังว่า วันรับเงินเดือนก่อนกลับบ้านพ่อเจ้าประคุณสามีจะแวะกินเหล้าเลี้ยงเพื่อนเลี้ยงฝูง กว่าจะถึงบ้านก็ครึ่งคืนค่อนคืน เหลือเงินติดกระเป๋าไม่กี่ร้อย มันไม่พอใช้จ่ายในครอบครัวซึ่งมีลูก 2 คน

ผมเรียกคนขับรถมาสอบถาม แล้วเอาเงินเดือนออกมาวางต่อหน้า บอกให้คุณเมียหยิบเอาไปเลยเท่าที่คิดว่าจะพอใช้จ่ายจนถึงสิ้นเดือน พ่อสามีมองหน้าผมทำตาปริบๆ หัวหน้าแล้วผมจะเอาที่ไหนไปใช้หนี้ล่ะ ผมถามว่าหนี้เท่าไหร่ ตอบว่าเป็นหนี้เพื่อนหนึ่งพันครับ

เรื่องมันจึงถึงบางอ้อ ไอ้ที่ห่อข้าวมากินที่ทำงานทุกๆวันน่ะไม่ใช่รู้จักประหยัดหรอก แต่เป็นเพราะไม่มีต่างหาก หาเงินทั้งเดือนเพื่อเอามากินเหล้าวันเดียว แล้วก็หยิบยืมเงินเพื่อนๆใช้จนชนเดือน พอสิ้นเดือนก็ใช้คืนแล้วยืมใหม่ต่อเนื่องกันอย่างนี้แหละ ฝ่ายเมียอยู่ที่บ้านเลี้ยงลูกก็อาศัยค้าขายเล็กๆน้อยๆหาค่ากับข้าวไปวันๆ พ่อสามีก็ถือโอกาสห่อข้าวเอามากินที่ทำงานทุกๆวันไง

ผมแก้ปัญหาด้วยการควักเงินในกระเป๋าของตัวเองหนึ่งพันให้เอาไปใช้หนี้ ถามว่าเงินที่เหลือวางบนโต๊ะหลังจากเมียหยิบเอาไปแล้วพอใช้จ่ายถึงสิ้นเดือนมั๊ย ตอบว่าพอครับ ตกลงผมให้ผ่อนใช้คืนเดือนละร้อยจนกว่าจะครบหนึ่งพัน

คล้อยหลังไปปีกว่า เมียของคนขับรถนายนี้จูงลูกสาวลูกชาย เข้ามาขอพบผมที่ห้องทำงานอีก คราวนี้ไม่ร้องห่มร้องไห้ แต่หน้าตายิ้มแย้มดูสดใสสวยขึ้นกว่าครั้งก่อนเยอะ เธอและลูกๆใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ สังเกตที่คอมีสร้อยทองคำเส้นเบ้อเหิ่ม เข้ามาถึงเธอยกมือไหว้และบอกให้ลูกๆไหว้ผมด้วย

คราวนี้เธอมาขอบคุณผมครับ
*