PlayListนี้ เริ่มต้นด้วย "เล่าเรื่อง ตาดูดาวเท้าติดดิน" เรียงลำดับตั้งแต่ ตอนแรก ถึง ตอนปัจจุบัน ..ท้ายเพลย์ลิสท์เป็นคลิป "เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกระทำขัดรัฐธรรมนูญ : จะทำอย่างไร?" วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00 - 16.00 น. ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสุโกศล (สยามซิตี้เดิม) คลิปนี้..วิทยากร รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นเริ่มนาที 0:14:24
คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...
หรือคลิกที่นี่.. @ AsiaUpdate "เล่าเรื่อง ตาดูดาวเท้าติดดิน"

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

57> แม่จ๋า!!! แม่ผู้ที่แสนดี หนูรักแม่ค่ะ...



คลิกที่ภาพ...ดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น

แม่จ๋า!!! แม่ผู้ที่แสนดี หนูรักแม่ค่ะ...
By: 'ปวดตับเพราะตั้งชื่อ' เว็บ pantip 8ส.ค.2553


ตอนที่ 1 เหลือแค่หนูกับแม่

เริ่มจากตอนเด็กๆ พ่อค่าแรง 1 บาท ทำงานรับจ้างและตอนดึกๆก็ไปจับปลามาเป็นอาหารถ้าเหลือก็จะเอาไปขายตัวละ 25 สตางค์

แม่ทำงานสานตะกร้า สานเข่งขาย ชีวิตของพ่อแม่อยู่อย่างไม่ลำบากมากมาย

จนกระทั่งแม่คลอดเราออกมา เงินทองที่หามาเริ่มไม่พอใช้ พ่อต้องทำงานหนักขึ้นเงินทองที่หามาได้ก็หมดกับค่ากินในครอบครัว

ส่วนเงินขายสานตระกร้าก็หมดกับค่ารักษา เพราะเราเป็นคนป่วยง่ายมาก

แต่เหมือนไฟไหม้บ้านจู่ๆวันนึงพ่อที่เป็นกำลังหลัก เหมือนช้างเท้าหน้าที่คอยหาเงินมามาใช้จ่ายครอบครัวตายลงไป

พ่อตายเพราะจมน้ำตายตอนหาปลา คงเป็นเพราะพ่อทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ทำให้พ่อเป็นลมระหว่างจับปลา

พอรุ่งเช้าแม่รู้ แม่ร้องให้ การจากไปของพ่อทำให้แม่ทำใจอยู่นาน ระหว่างที่แม่ทำใจแม่ก็ป่วย

แม่เห็นเราลำบากจึงทำให้แม่พยายามที่จะลุกขึ้นสู้ต่อ แม่พูดอยู่เสมอๆว่าแม่ต้องอยู่ให้ได้

ตอนนั้นจำได้ถามแม่ว่าพ่อไปไหนหรอแม่

แม่บอกว่าพ่อไปทำงานไกลมากๆ ตอนนี้เหลือเีราอยู่กันแค่หนูกับแม่


ตอนที่ 2 หนูโกรธแม่

พอพ่อตายภาระทุกอย่างก็ตกอยู่กับแม่ ตอนกลางวันแม่จะไปหาขยะมาขาย ตอนกลางคืนก็จะสานตะกร้าสานเข่งขาย

แม่มักจะทำข้าวต้มกับไข่ ถ้าวันไหนมีเงินหน่อยก็จะมีหมู มีไก่บ้าง

เพื่อนๆมักจะล้อเราว่าเป็นลูกคนเก็บขยะ แต่ไม่เคยถือ เพราะเรารักแม่มากๆ

แต่มีอยู่วันนึง วันนั้นอยากกินหมู แต่แม่ไม่มีเงินพอที่จะซื้อให้ ทำให้ได้แต่ไข่ทอด

เลยงอนแม่ไม่ยอมกินข้าว แต่แม่ก็ไม่แตะไข่ทอดเลย

เหมือนแม่รู้ว่าเราจะหิวตอนดึกก็เก็บข้าวกับไข่ทอดไว้ให้

วันนั้นกินจนหมดจานโดยที่แม่มองเรายิ้มไปมองไปเหมือนทุกวัน

แต่ตอนดึกปวดท้อง ก็ลุกมาเข้าห้องน้ำเห็นแม่แอบกินหมูแดงกับข้าวเหลือๆ ในใจก็นึกโกรธแม่ว่าทำไมต้องแอบมากินไม่แบ่งหมูให้กินเรากินบ้าง

โกรธแม่ไม่คุยกับแม่หลายวันเลยละ

แต่ตอนหลังก็รู้ว่าเป็นกับข้าวเหลือๆที่แม่เก็บมาจากขยะ ที่บ้านอื่นที่อยู่ในถุงก๊อบแก๊บ

แม่จะทำกับข้าวใหม่ๆให้เรากินอยู่เสมอ แต่แม่กลับกินกับข้าวที่เก็บมาจากถังขยะ

เรารู้ความจริงก็ได้แต่นั่งร้องไห้ แต่ไม่กล้าขอโทษที่โกรธแม่


ตอนที่ 3 หนูขอช่วยนะคะ

เมื่อตอนเล็กๆ แม่มักสอนเสมอๆ ให้เราตั้งใจเรียนหนังสือจะได้โตมาเป็นเจ้าคนนายคน ไม่ต้องลำบากเหมือนแม่ แต่ด้วยความเป็นเด็กเลยไม่เข้าใจว่าจะเรียนไปทำไม เมื่อกลับมาบ้านจึงขี้เกียจทำการบ้านหาเรื่องอู้จึงขอแม่ชวนสานเข่งสาน ตะกร้า

แม่ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะเห็นว่าเราอยากช่วยเหลืองาน แต่แม่บอกให้ทำการบ้านเถอะตั้งใจเรียน เราก็ดื้ออยากช่วยแม่

แม่จับมือเราสอนสานตะกร้า มือของแม่ทั้งแข็งทั้งสาก มีแผลมากมายเป็นแผลที่เกิดจากวัสดุที่ใช้ทำตะกร้าบาด แข็งเพราะต้องทำซ้ำๆจนมือพอง เราแค่ได้ลองทำได้ไม่กี่นาทีมือเป็นตุ่มใสๆแล้ว

กว่าแม่จะได้เงินมาให้เราซื้อข้าวแต่ละมื้่อแม่ต้องทนเจ็บขนาดไหนกันนะ จึงคิดได้ว่าต้องตั้งใจเรียน โตไปจะได้ทำให้แม่ไม่ต้องลำบากแบบนี้อีก


ตอนที่ 4 จักรยานคันแรก

เมื่อตะกร้าของแม่เริ่มมีคนรู้จักก็มีคนขอสั่งซื้อไปขายเป็นจำนวนมากๆ ก็เลยไม่ต้องไปเก็บขยะขายแล้ว แต่แม่ก็เหนื่อยมากกว่าเดิมที่จะต้องสานตะกร้าจำนวนมากๆ เมื่อเลิกเรียนและทำการบ้านเสร็จจึงมาช่วยแม่สาน ถึงแม้มือจะเจ็บแต่เมื่อเทียบกับแม่แล้วมันไม่ได้เสี้ยวเดียวของที่แม่ทำมา ทั้งชีวิตเลย

ด้วยความเป็นเด็ก เมื่อเห็นเพื่อนๆมีจักรยานก็เลยอยากมีบ้าง แต่ไม่กล้าขอแม่เพราะรู้ว่าครอบครัวเรากว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทต้องนั่งหลังคดหลังแข้งสานตะกร้าไม่รู้กี่ใบ แม่มองตาเราก็รู้แล้วว่าเราต้องการอะไร

แม่เอาเงินไปซื้อจักรยานมาเพื่ือจะใช้ไปส่งตะกร้าด้วย และให้เราปั่นเล่นด้วย ช่วงที่ได้จักรยานมาใหม่ๆ ตื่นเต้น ดีใจ กลับมาจากโรงเรียนและรีบทำการบ้าน เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะขอเอาจักรยานไปปั่น

เห็นคนอื่นหลับตาปล่อยมือปั่นจักรยานได้ ก็เลยทำบ้าง แต่พลาดทำจักรยานตกลงคูน้ำ พยายามจะเอาขึ้นมาแต่แบกขึ้นมาไม่ไหว ไม่กล้ากลับบ้านกลัวแม่ด่า

พอมืด แม่ก็ออกตามหาเรา เมื่อแม่เจอเราแม่วิ่งเข้ามากอด ถามเราว่าเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหน โดยที่ไม่สนใจจักยานเลย

เราบอกว่าจักรยานมันตกลงคูแล้ว

"ดีแล้วที่ลูกไม่เป็นอะไร ถ้าลูกเป็นอะไรไปแม่คงอยู่ไม่ได้แน่ เพราะลูกเป็นแก้วตาดวงใจของแม่"


ตอนที่ 5 รับปริญญา

เมื่อก่อนแถวบ้านนอกไม่มีมหาวิทยาลัย แม่จึงส่งมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ อาจเป็นเพราะอยู่ที่นี่ได้แต่เรียนหนังสือ เที่ยวตามเพื่อนจนลืมความลำบากของที่บ้าน

พอถึงวันรับปริญญา แม่เดินทางมาเพื่อมาดูเรารับปริญญา แม่เรายิ้มทั้งวัน เราก็สนใจเพื่อนที่ี่จบมาด้วยกัน เอาเงินซื้อของให้เพื่อน และใช้จ่ายสิ้นเปลืองมากมายวันนั้น แต่แม่ไม่ห้ามเราเลย

จนกระทั่งเราเสร็จพิธีรับปริญญาบัตรก็ประมา๊ณ 3-4 ทุ่มได้ เรามาหาแม่เห็นแม่เรากำลังกินข้าวที่แม่ห่อมา

"ทำไมแม่ไม่ซื้อข้าวแถวนี้กิน" เป็นคำถามแรกที่เราถามแม่และจำได้จนทุกวันนี้

"แม่เอาเงินมาหาลูกหมดแล้ว"

เราเอาเงินซื้อของให้เพื่อน เอาเงินไปใช้จ่ายให้ตัวเองมีความสุขทั้งที่แม่เป็นคนหามาจนลืมถามแม่ว่ามีเงินไหม

วันนั้นเรารู้สึกผิดและได้แต่ร้องไห้...

"อย่าร้องไห้นะลูกแม่ วันนี้ต้องเป็นวันที่หนูมีความสุขที่สุดในชีวิตสิ"


ตอนที่ 6 ลูกคนแรก

พอเราเรียนจบแม่ก็หมดภาระ และวุฒิป.ตรี สมัยนั้นถือว่าสูงมาก จึงได้งานไม่ลำบาก เราทำงานก็เจอคนที่ดีๆ และแต่งงานมาได้สัก 3 ปี แม่บ่นว่าอยากเห็นหลาน แต่เราคิดว่ายังไม่พร้อม ไหนจะผ่อนบ้านให้แม่ ผ่อนบ้านตัวเอง เราไม่อยากเป็นเหมือนแม่ที่จะต้องให้ลูกลำบาก อยากจะให้อะไรพร้อมกว่านี้ก่อน

เราบอกแม่ว่ายังไม่พร้อม รออะไรให้มันพร้อมกว่านี้ก่อน แม่บอกว่าจะรอให้แม่ตายก่อนรึไงค่อยจะมีหลาน เราไม่ทันฉุกคิดว่า สิ่งที่แม่พูดและสิ่งที่แม่ทำมักจะมีความหมายเสมอ เราได้แต่คิดว่าคนแก่คงอยากอุ้มหลานไวๆ

จนเราทนแม่ขยั้นขะยอไม่ไหว ก็เลยโอเคๆมีลูกก็ได้ ตอนที่เราท้องแม่เดินทางมาหาบ่อยมาก เราอยากกินอะไรแม่ก็จะหามาให้กิน จนเราทำงานบ้านไม่ไหว แฟนจึงชวนแม่เรามาอยู่ด้วย

แม่จะตื่นแต่ 04.00 น. ทำกับข้าวให้แฟนเรากินก่อนไปทำงาน และเตรียมกับข้าวให้เรากิน จนเราคลอดลูก และลูกของเราโต แฟนเราชวนแม่เราย้ายมาอยู่บ้านนี้เลย เพราะแฟนบอกว่าแม่ของเราก็เหมือนเป็นแม่ของเขาอีกคนหนึ่ง

แม่ไม่ยอมแม่บอกอยู่บ้านแม่สบายใจกว่า


ตอนที่ 7 แม่เป็นมะเร็ง

พอลูกเราโตได้ 5-6 ขวบ แม่เริ่มมาหาเราน้อยลง จนเราต้องลงไปเยี่ยมแม่เองเพราะเป็นห่วงกลัวแม่จะเป็นอะไรไป เราเห็นสีหน้าแม่ไม่ค่อยดี เราถามแม่แม่ก็ฝืนใจแข็งตอบว่าไม่เป็นอะไร

แถวบ้านนอกคนแถวบ้านมักจะรู้ใครเจ็บไข้ได้ป่วย ใครไปหาหมอ เราจึงไปถามคนข้างบ้าน เขาบอกว่าแม่บ่นเจ็บท้องเจ็บหน้าอกมานานแล้ว เราเลยขอให้แม่ไปหาหมอ แต่แม่เราดื้อไม่ยอมไป เราเลยบอกงั้นเราจะไม่มาหาแม่แล้ว แม่ถึงยอมไป

เราพาไปหาหมอ แม่บอกอาการว่าปวดแสบปวดร้อน แถวท้องและหน้าอก หมอก็เลยบอกว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน ให้กลับบ้านแล้วเอายามาให้ทานชุดนึง แต่พอกินหมดชุดอาการแม่ก็ไม่ดีขึ้น

พอไปหาหมอใหม่อีกรอบ หมอบอกแม่ว่าแม่กินข้าวไม่ตรงเวลาอาการเลยไม่ได้ดีขึ้น จึงให้ยาเพิ่มมากอีกชุดและให้กลับบ้านใหม่ แต่กินหมดชุดที่สองก็ยังไม่หาย หมอเลยทำการตรวจโดยให้แม่กลืนแป้ง และสอดท่อเข้าไปส่องในกระเพาะ พบว่ากระเพาะเป็นปรกติ แค่มันแดงๆ ก็สรุปว่าเป็นกรดไหลย้อนเหมือนเดิม

แต่รักษายัังไงก็ไม่หาย หมอจึงคิดว่าไม่น่าจะใช่โรคกระเพาะ หมอจึงแนะนำให้ไปตรวจตับแต่ถ้าตรวจที่โรงพยาบาลค่าใช้จ่ายจะเยอะมาก หมอจึงแนะนำให้ไปที่ศูนย์มะเร็ง

แม่ดื้อจะทำยังไงก็ไม่ยอมไป เพราะแม่กลัวรู้ว่าแม่เป็นโรคอะไรแล้วเราจะเป็นห่วงจนไม่เป็นอันทำงาน จนกระทั่งแม่จุกและแน่นท้องหนักขึ้นจนกิินอะไรไม่ค่อยได้ จนแม่ผอมลงมาก

เราจึงบอกแม่ "หนูมีแม่แค่คนเดียวถ้าแม่หนูเป็นอะไรไป หนูจะอยู่ยังไง" ตอนนั้นเราร้องห่มร้องไห้เพราะเป็นห่วงแม่ ไม่รู้ร้องไห้นานเท่าไหร่ จนแม่ยอมไป

พอไปตรวจที่ศูนย์มะเร็ง ก็ตรวจโดยใช้กล้องส่องเหมือนเดิม และก็สรุปว่าเป็นกรดไหลย้อน ช่วงนั้นเราลงมาหาแม่ทุกๆสิ้นเดือน เราเห็นอาการแม่แย่ลง เพราะกินข้าวน้อยลงทุกครั้ง บางทีเราสังเกตเห็นแม่นอนเอามือกดท้อง

เราจึงลองพาแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล พอหมอตรวจแล้วไม่พบอะไร หมอจึงขอทำ CT SCAN แต่ตับ ไต ไส้พุง ทุกอย่างเป็นปกติ แต่มีน้ำและพังผืดในกระเพาะ

เราจึงบอกแม่ไปโรงบาลเอกชนกัน แม่บอกว่าโรงบาลเอกชนค่ารักษามันแพง แต่เราไม่สนใจแล้วว่าค่ารักษาจะเท่าไหร่ และแฟนเราก็เป็นคนบอกให้เราพาไปโรงบาลเอกชนด้วย จึงไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย แม่เรามือกุมท้องตลอดเวลา หมอบอกเราว่าแม่อาจเป็นมะเร็ง จึงขอเอาเนื้อเยื่อไปตรวจ

หมอนัดมาทำ CT ทุก 15 วัน มาหาหมอได้และ 1 เดือนให้หลังหมอฟันธงว่าแม่เป็นมะเร็ง เราถามว่าขั้นไหน หมอบอกว่าเป็นมากมันลามไปหมดแล้วทั้งตับไต ไส้พุง ม้าม กระเพาะ แต่มีน้ำใน 3/4 และมีพังผืดในกระเพาะ อาจอยู่ได้ไม่ถึง 4 เดือน


ตอนที่ 8 หนูรักแม่ค่ะ(จบ)

หลังจากพบมะเร็งแม่เราก็พยายามรักษาและอยู่มาได้ 8-9 เดือน และแม่เริ่มเดินไม่ไหวจนแม่ต้องนั่งรถเข็นไปโรงพยาบาล ระยะหลังๆแม่ลุกไม่ไหวจนต้องนอนโรงพยาบาล เราเลิกงานก็จะมาหาแม่ก่อน จนแม่ไล่กลับไปให้ดูลูกๆ

ตอนนี้แม่เรากินอะไรไม่ได้เลย กินอะไรก็อ๊วกตลอด อาหารที่เขาบอกว่าคนเป็นมะเร็งกินได้เราก็เอามาให้แม่กิน แต่ก่อนกินเราถามหมอก่อน แม่เริ่มไม่ฉี่ไม่อึ เพราะกินอะไรไม่ได้แล้ว ผอมลงมากเหลือน้ำหนักไม่ถึง 20 กิโล ไตแม่เริ่มไม่ทำงาน หมอบอกว่าต้องฟอกไต จะให้เจาะคอหรือขาหนีบดี แม่บอกเจาะก็เจาะ เจาะที่ไหนก็ได้ หมอบอกเจาะที่ขาหนีบละกัน

แม่อ๊วกตลอดเวลา แม่อ๊วกครั้งสุดท้ายเหม็นมาก จนลูกเราเขาอยู่ในห้องด้วยไม่ไหวต้องออกไปนอกห้อง

วันสุดท้ายที่เจอแม่เราไม่รู้นึกยังไงหยุดงาน เรานั่งคุยกับแม่เรื่องตอนเราเล็กๆ จนกระทั่งก่อนท่านจะเสียหมอบอกให้พาญาติๆมาให้หมดไม่น่าจะอยู่เกินเช้า วันนั้นเราคุยกันเรื่องตอนเรายังเล็กๆ เราบอกรักแม่ตลอดเวลา แม่เรายังพูดเรื่องตลก บอกว่าใครจะทำกับข้าวให้แกกินก่อนไปทำงาน วันที่เราไปห้างใครจะคอยอุ้มดูลูกให้แก วันที่เรากลับดึกใครจะคอยกล่อมลูกแก หลังวันแม่แกจะเอาพวงมาลัยไปไหว้ใคร วันครบรอบวันตายของพ่อแก ใครจะเตรียมของให้แกทำบุญ วันพระใครจะให้ที่ให้แก

วันนั้นเราบอกรักแม่ตลอดเวลาที่แม่พูดอะไรเสร็จ เราไม่อยากให้แม่เป็นอะไรไป

หมอบอกว่าถ้าคนไข้ปวด ให้พยาบาลฉีดมอร์ฟีน ตอนนั้นประมาณตี 2 แม่ตื่นขึ้นมา เราถามแม่ปวดหรอ แม่บอกไม่ปวด แม่บอกแม่อยากนั่ง อยากพลิกซ้ายพลิกขวา เราคุยและช่วยแม่ได้พักนึงแม่ก็หลับตาลง และหัวใจหยุดเต้น เรากุมมือแม่ไว้แน่น...

แม่บอกแฟนเราว่าดูแลลูกและหลานฉันให้ดีๆนะ

แม่บอกขอบคุณพ่อแม่ของแฟนเราที่ดูแลเราดี และไม่รังเกียจที่พวกเราจน

แม่เรากอดเรา แฟนเรา ลูก พระและดอกไม้

พวกเราร้องไห้ตลอดเวลา จนกระทั่งแม่อ๊วกเป็นสีดำ-เทา 3 ครั้ง แต่แม่เราไม่เคยร้องไห้เลย

แม่เราบอกรักเราเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะจากไปอย่างสงบ

ต่อไปนี้เราจะกราบใคร ต่อไปนี้เราจะบอกรักใคร เราน่าจะบอกท่านรักท่าน กราบท่านตั้งนานแล้ว ไม่ใช่วันสุดท้ายก่อนที่ท่านจะจากไปอย่างนี้

...แด่แม่ผู้ที่แสนดี หนูรักแม่ค่ะ...


จงกตัญญูต่อท่านเมื่อท่านมีชีวิตอยู่...ถ้าคุณสามารถหันกลับมาดูแลพ่อแม่ทัน

ทำอะไรให้ท่านในยามที่ท่านยังมีชีวิตอยู่...จะเป็นผลบุญกุศลอันสูงสุดครับ


'อุบลวรรณ พงษ์สวัสดิ์' คุณแม่ผู้ให้ชีวิต 'Thanawut' ภาพนี้ท่านอายุ 43 (2518) ถ้ายังอยู่ปีนี้ 79 ส่วน'Thanawut' 27พ.ค.54 เต็ม 64 วันนี้ ขอรำลึกถึง'แม่อุบล'ของลูกๆ...เริ่มต้นท่านเป็นครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนเอกชน เป็น'ครูอุบล'ของลูกศิษย์ลูกหามากมาย ลาออกไปเป็น guide บ.ทอมมี่รับทัวร์ทหารสงครามเวียดนามที่มาพักร้อนในเมืองไทย ตอนนั้นถ้าได้ดูทีวีถ่ายทอดสดมวยจากเวทีราชดำเนินจะเห็นภาพ'แม่อุบล'ตัวเตี้ยๆอ้วนจ้ำหม้ำยืนชี้มือชี้ไม้ปากพูดอธิบายไม่หยุดให้ลูกทัวร์ฝรั่งฟัง และสุดท้ายของชีวิตท่านเป็น operator โรงแรมใหญ่แถวๆราชประสงค์ เป็นเพื่อนเป็น'พี่อุบล'ของน้องๆในที่ทำงาน ท่านเสียชีวิตด้วยความดันโลหิตสูงที่ รพ.รามาธิบดี